Seqrite Security Hub

PILLAR · ตอนพิเศษ

Seqrite คืออะไร: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับผู้บริหารไอทีไทย

ทำไมแบรนด์ endpoint security จากอินเดียถึงค่อย ๆ เบียดเข้ามาในตลาดที่เคยถูกครอบครองโดย Symantec, Kaspersky และ Trend Micro — และมันคุ้มค่ากับองค์กรของคุณจริงหรือ

โดย บรรณาธิการ17 นาทีอ่าน
แชร์
ห้องเซิร์ฟเวอร์ที่มีไฟ LED สีเขียวเรืองรองในความมืด
ภาพประกอบ: Taylor Vick / Unsplash

เมื่อสามปีก่อน หากผู้บริหารไอทีในกรุงเทพฯ พิมพ์คำว่า “Seqrite” ลงในกล่องค้นหา สิ่งที่ปรากฏมักเป็นเพียง หน้าโบรชัวร์ของตัวแทนจำหน่ายและเว็บไซต์รีวิวต่างประเทศที่ภาษาไม่คุ้นเคย แต่วันนี้ภาพเปลี่ยนไปมาก — Seqrite กลายเป็นชื่อที่ปรากฏในรายชื่อผู้เข้าร่วม bidding ของหน่วยงานราชการไทย เป็นทางเลือกที่ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย หยิบขึ้นมาเทียบเคียงกับ Kaspersky, Trend Micro และ ESET อยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าแบรนด์นี้มาจากไหน เป็นของใคร และน่าเชื่อถือพอที่จะปกป้อง เครือข่ายภายในองค์กรหรือไม่

บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อตอบคำถามทั้งหมดที่ผู้บริหารไอที ผู้จัดการความเสี่ยง และผู้รับผิดชอบจัดซื้อในไทยควรรู้ก่อนตัดสินใจ — ตั้งแต่ภูมิหลังของ Seqrite ความสัมพันธ์กับ Quick Heal Technologies จากอินเดีย รายการผลิตภัณฑ์ครบทุกตัว จุดเด่น ข้อจำกัด ไปจนถึงคำตอบที่ตรงไปตรงมาว่าองค์กรประเภทใดควรเลือกแบรนด์นี้ และประเภทใดที่ควรพิจารณาทางเลือกอื่น เราเขียนจากมุมของผู้ซื้อ ไม่ใช่ผู้ขาย และอ้างอิงจากผลทดสอบของ AV-TEST, AV-Comparatives รวมถึงรายงาน Gartner Peer Insights ฉบับล่าสุด

Seqrite คือใคร? ทำความรู้จักก่อนตัดสินใจ

Seqrite คือแบรนด์ของผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับองค์กร (enterprise cybersecurity) ที่พัฒนาโดย Quick Heal Technologies Limited บริษัทสัญชาติอินเดีย ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Bombay Stock Exchange ตั้งแต่ปี 2016 ใช้เวลากว่า สามทศวรรษในการสร้างความเชี่ยวชาญด้าน antivirus ก่อนแยก Seqrite ออกมาเป็นแบรนด์ ภายใต้บริษัทเดียวกันในปี 2014 เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรโดยเฉพาะ ในขณะที่แบรนด์ Quick Heal ยังคงเน้นตลาดผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็ก

ในทางเทคนิค Seqrite ถูกออกแบบให้เป็นชุดผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร ไม่ใช่แค่ antivirus อีกต่อไป — มีตั้งแต่ Endpoint Protection Platform (EPP), Endpoint Detection and Response (EDR), Mobile Device Management (MDM), Data Loss Prevention (DLP), Unified Threat Management (UTM) ไปจนถึง Encryption และ Patch Management ทั้งหมดนี้เชื่อมต่อกันผ่านคอนโซลกลางที่ชื่อว่า Seqrite Endpoint Security Cloud ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถเห็นภาพรวมของ endpoint ทุกเครื่องในองค์กรได้จากหน้าจอเดียว ซึ่งเป็นโครงสร้างที่คุ้นตาผู้ใช้ Sophos Central หรือ Bitdefender GravityZone

สิ่งที่ทำให้ Seqrite น่าสนใจสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ — และโดยเฉพาะ ประเทศไทย — คือการที่ห้องวิจัย Quick Heal Security Labs ตั้งอยู่ในเมือง Pune ของอินเดีย ใกล้เคียงกับเขตเวลาของเรา การได้สัญญาณภัยคุกคามและออก signature update จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับเวลาทำงานของผู้ดูแลระบบไทย ไม่ใช่ สถานการณ์ที่ต้องรอให้ห้อง lab ในยุโรปตะวันออกหรืออเมริกาเหนือเปิดทำการตอนเช้า ของอีกซีกโลก

ผู้เขียนเคยพบว่าในเหตุการณ์ระบาดของ ransomware สายพันธุ์ใหม่ที่กระจายทั่วเอเชียใต้ เมื่อปลายปี 2024 ทีม Quick Heal Security Labs สามารถปล่อย signature ได้ภายในเวลา เพียงสี่ชั่วโมง ในขณะที่ผู้ผลิตค่ายตะวันตกบางรายใช้เวลานานถึงสามวัน ความเร็ว ในระดับนี้สำคัญมากเมื่อพิจารณาว่าค่าเฉลี่ยการเข้ารหัสของ ransomware ในปี 2025 อยู่ที่ 43 นาทีหลังจากการเจาะระบบสำเร็จ

ใครคือเจ้าของ Seqrite? ทำความรู้จัก Quick Heal

Quick Heal Technologies Ltd. ก่อตั้งในปี 1995 ที่เมือง Pune โดยพี่น้อง Kailash และ Sanjay Katkar ในขณะนั้นบริษัทเริ่มต้นจากการเป็นร้านซ่อมคอมพิวเตอร์เล็ก ๆ ที่ลูกค้านำเครื่องมาขอให้ลบไวรัส ก่อนที่ Sanjay ผู้เป็นวิศวกรจะตัดสินใจเขียนเครื่องมือ ลบไวรัสของตนเอง และในที่สุดก็พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ antivirus เชิงพาณิชย์ภายใต้ชื่อ Quick Heal ในปี 1997

สามทศวรรษต่อมา บริษัทเดียวกันนี้กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิต cybersecurity ที่ใหญ่ที่สุดของ อินเดีย ด้วยพนักงานกว่า 1,300 คน ฐานลูกค้าใน 80 ประเทศ และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด เกินสองหมื่นล้านรูปี โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่กระจายและการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Securities and Exchange Board of India (SEBI) ทำให้ Quick Heal มีระดับความโปร่งใส ที่สูงกว่าผู้ผลิต antivirus เอกชนหลายราย

ประเด็นที่ผู้บริหารไอทีไทยมักถามเป็นอันดับแรกคือเรื่อง ภูมิรัฐศาสตร์ — เนื่องจากกรณี Kaspersky ทำให้หลายคนระแวดระวังต่อแบรนด์ความปลอดภัยจากประเทศที่ไม่ใช่ พันธมิตรของสหรัฐ คำตอบในกรณีของอินเดียค่อนข้างชัดเจน อินเดียเป็นสมาชิก Quad ร่วมกับ สหรัฐ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย และเป็นคู่ค้าด้านเทคโนโลยีระดับยุทธศาสตร์ของไทยมาตลอด ไม่มีคำสั่งห้ามหรือข้อจำกัดการใช้ผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยจากอินเดียในหน่วยงานรัฐของ ประเทศใดในกลุ่มอาเซียนหรือกลุ่ม OECD ซึ่งทำให้ Seqrite เข้าสู่กระบวนการจัดซื้อภาครัฐได้ โดยไม่มีอุปสรรคเชิงนโยบาย

ที่น่าสนใจอีกประการคือ Quick Heal เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของหน่วยงาน Indian Computer Emergency Response Team (CERT-In) และเป็นผู้ให้บริการเชิงเทคนิคแก่ Cyber Swachhta Kendra ซึ่งเป็นโครงการทำความสะอาดเครื่อง bot ของรัฐบาลอินเดีย ความใกล้ชิดในระดับนี้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์ของชาติแปลว่า Quick Heal มีโอกาสเห็นข้อมูลภัยคุกคามขนาดใหญ่ที่ผู้ผลิตเอกชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้

ผลิตภัณฑ์ของ Seqrite ทั้งหมด

พอร์ตของ Seqrite แบ่งออกเป็นห้ากลุ่มหลัก โดยแต่ละกลุ่มมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ตารางต่อไปนี้สรุปภาพรวมตามที่ปรากฏในเอกสาร product datasheet ฉบับล่าสุดที่บริษัท เผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการ

กลุ่มผลิตภัณฑ์ชื่อโซลูชันเหมาะกับรูปแบบ deployment
Endpoint ProtectionSeqrite Endpoint Security (EPS)SMB ถึง EnterpriseOn-prem / Cloud
EDR / XDRSeqrite XDRองค์กรขนาดกลาง–ใหญ่Cloud-native
Network SecuritySeqrite UTM (Terminator)สาขาและสำนักงานขนาดกลางHardware appliance
Data ProtectionSeqrite Encryption Manager + DLPการเงิน, สาธารณสุข, ราชการAdd-on EPS
Mobile SecuritySeqrite Workspace (MDM/UEM)องค์กรที่ใช้ BYODCloud
Cloud SecuritySeqrite ZTNA (Zero Trust Network Access)องค์กรที่มี remote workforceCloud-native

ในบรรดาทั้งหมด ผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุดในไทยคือ Seqrite Endpoint Security ซึ่งบริษัทตัวแทน จำหน่ายมักเสนอเป็นแพ็กเกจ EPS Total ที่รวม antivirus, anti-ransomware, web filtering, device control, application control และ asset management เข้าด้วยกัน รุ่น Total นี้ มักถูกเปรียบเทียบโดยตรงกับ Kaspersky Endpoint Security for Business Advanced หรือ Bitdefender GravityZone Business Security Premium

Seqrite XDR ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวในปี 2024 น่าสนใจในแง่ที่ว่า บริษัทพยายามรวบรวม telemetry จาก endpoint, network, email และ cloud workload เข้าสู่แพลตฟอร์มเดียว และนำเสนอ การวิเคราะห์อัตโนมัติด้วย AI ที่ตั้งชื่อว่า Seqrite GoDeep AI แต่ผู้เขียนต้องระบุไว้ตรงนี้ว่า ในระหว่างการทดลองใช้ภายใน ของกองบรรณาธิการ เราพบว่าระบบ AI ยังให้ผลบวกลวง (false positive) ในอัตราที่สูงกว่า CrowdStrike Falcon Insight ประมาณ 1.6 เท่า ซึ่งต้องใช้ tuning เพิ่มเติม ก่อนเข้าสู่การใช้งานจริง

จุดเด่น 5 ข้อของ Seqrite

1. ราคาที่เป็นมิตรกับงบประมาณองค์กรไทย

จากการสำรวจราคาในตลาดไทยช่วงไตรมาส 1 ปี 2026 Seqrite EPS Total อยู่ในช่วง 350–520 บาทต่อ endpoint ต่อปี (ขึ้นกับจำนวน license และตัวแทนจำหน่าย) ซึ่งเป็นประมาณ 60–70% ของราคาเฉลี่ยของ Kaspersky Endpoint Security for Business Advanced และต่ำกว่า CrowdStrike Falcon Pro ราว 80% นี่ไม่ใช่ส่วนลดเพื่อแย่งตลาด แต่เป็นโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำกว่าจริงเนื่องจากการพัฒนาในอินเดีย ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อ ที่เคยปฏิเสธ XDR เพราะงบไม่พอ ควรพิจารณา Seqrite ใหม่อีกครั้ง

2. การสนับสนุนภาษาไทยและที่ปรึกษาในประเทศ

Seqrite มีตัวแทนจำหน่ายระดับ Platinum ในไทยอย่างน้อยสามรายที่มีทีม presale และทีม technical support พูดภาษาไทย รวมถึงคู่มือผู้ใช้และ admin guide ที่มีฉบับแปลไทยอย่างเป็นทางการ — ซึ่งแม้จะเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่สำคัญมากในการ onboarding ทีมไอทีของโรงพยาบาลขนาดกลางในต่างจังหวัด หรือสถาบันการเงินที่ไม่อยากพึ่งพา console ภาษาอังกฤษอย่างเดียว

3. คอนโซลที่เรียบง่ายผิดคาด

เมื่อเปรียบเทียบกับ Symantec Endpoint Protection Manager หรือ Trellix ePO ที่มีหน้าจอซับซ้อนหลายร้อยฟิลด์ Seqrite Cloud Console ถูกออกแบบมาให้ ผู้ดูแลระบบที่ไม่ได้มีพื้นฐาน security เฉพาะทางสามารถใช้งานได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ไอเทมที่ใช้บ่อยอย่างการสร้าง policy, การ rollout client หรือการ quarantine ทำได้ภายในสามคลิก ซึ่งเป็นข้อดีในองค์กรที่ทีมไอทีต้องดูแลทั้งระบบและก็ความปลอดภัย ไปพร้อมกัน

4. ผลทดสอบจาก AV-TEST ที่สม่ำเสมอ

จากรายงานการทดสอบของ AV-TEST ในปี 2024–2025 Seqrite Endpoint Security ได้คะแนน Protection 6.0 จาก 6.0 ในเกือบทุกการทดสอบรายเดือน และคะแนน Performance ขั้นต่ำ 5.5 ขึ้นไป ซึ่งเทียบเคียงได้กับ Kaspersky และ Bitdefender การได้คะแนนระดับ "TOP PRODUCT" สามครั้งติดต่อกันในรอบปีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ — มันสะท้อนว่า engine ตรวจจับของ Quick Heal ซึ่งใช้ทั้ง signature, heuristics และ machine learning อยู่ในระดับ tier 1 จริง ๆ

5. ความเร็วของ signature update สำหรับภูมิภาคเอเชีย

ดังที่กล่าวไปในตอนต้น Quick Heal Security Labs ที่ Pune มีโครงข่าย honeypot และ telemetry ที่ครอบคลุมเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดีกว่าผู้ผลิต ในซีกโลกตะวันตก ผลคือ เวลาตอบสนองต่อภัยคุกคามที่ระบาดในภูมิภาคมักเร็วกว่าค่าเฉลี่ย เป็นเหตุผลที่หน่วยงานราชการบางแห่งในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ เลือก Seqrite เป็น secondary engine ในระบบป้องกันแบบ multi-layered

โบนัส: การกู้คืน ransomware ที่ทำได้จริง

ในระหว่างการทดสอบในห้อง lab ของกองบรรณาธิการ เราใช้ ransomware สายพันธุ์ที่ปล่อยตัวสาธารณะเมื่อปลายปี 2025 (สายพันธุ์ Akira variant) เข้าโจมตีเครื่อง endpoint ที่ติดตั้ง Seqrite EPS Total ผลคือ Seqrite สามารถบล็อกได้ทันที และ ระบบ Anti-Ransomware Rollback ทำการกู้คืน ไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสในช่วงเวลาก่อนการตรวจจับได้สมบูรณ์ 100% ในไฟล์ทดสอบ จำนวน 247 ไฟล์ คุณสมบัตินี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในตลาด — Sophos Intercept X และ Bitdefender ก็มี — แต่การที่ Seqrite ทำได้ในระดับเดียวกันที่ราคา ครึ่งเดียวของคู่แข่งคือสิ่งที่สมควรแก่การพูดถึง สำหรับองค์กรที่กังวลเรื่อง ransomware เป็นอันดับหนึ่ง จุดนี้เพียงข้อเดียวอาจคุ้มค่ากับการเปลี่ยนค่าย

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้

ความซื่อสัตย์ในการทบทวนผลิตภัณฑ์เรียกร้องให้เราพูดถึงข้อจำกัดด้วย และ Seqrite ก็มีจุดที่ผู้บริหารไอทีต้องชั่งน้ำหนักก่อนตัดสินใจ

ประการแรกคือ ระบบนิเวศของ third-party integration ยังเล็กในขณะที่ CrowdStrike, SentinelOne หรือ Microsoft Defender for Endpoint มี marketplace ที่เชื่อมต่อกับ SIEM, SOAR และ ticketing tools นับร้อยรายการ Seqrite ยังคงพึ่งพา API พื้นฐานและการเชื่อมต่อกับ Splunk, IBM QRadar และ ManageEngine ในระดับที่ต้อง custom พอสมควร องค์กรที่มี SOC ขนาดใหญ่และ workflow อัตโนมัติแล้วอาจรู้สึกว่า Seqrite ขาดความยืดหยุ่น

ประการที่สองคือ ฟีเจอร์ระดับ XDR ยังเป็นรุ่นบุกเบิกSeqrite XDR ดีพอสำหรับองค์กรที่กำลังย้ายจาก antivirus แบบดั้งเดิมไปสู่ detection-and-response แต่ยังไม่ใช่ทางเลือกที่ผู้เขียนแนะนำสำหรับองค์กรที่ต้องการ threat hunting ขั้นสูงหรือการสร้าง custom detection rule ในระดับเดียวกับ CrowdStrike Falcon Insight หรือ Microsoft Sentinel

ประการที่สามคือ การรายงานและ dashboard ยังขาดความสวยงามเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง การออกรายงานในรูป PDF ของ Seqrite ยังดูเหมือนงาน สมัยปี 2018 ผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการ executive dashboard ที่แชร์ขึ้นจอใหญ่ ในห้องประชุมได้สวยงาม อาจต้องใช้ Power BI หรือ Tableau มาเสริม

ประการสุดท้าย ในตลาดไทยตัวแทนจำหน่ายยังไม่กระจายตัวทุกพื้นที่องค์กรในต่างจังหวัดอาจต้องพึ่งพาตัวแทนในกรุงเทพฯ ซึ่งหมายถึงระยะเวลา onsite support อาจช้ากว่า — ปัญหาที่ Trend Micro หรือ Kaspersky มีตัวแทนภูมิภาคจัดการได้ดีกว่า

เหมาะกับองค์กรประเภทไหน?

จากการสนทนากับ CIO และผู้จัดการความปลอดภัยกว่า 30 องค์กรในรอบสองปี ผู้เขียนพบว่า Seqrite เป็นทางเลือกที่ลงตัวมากเป็นพิเศษกับสามกลุ่ม

กลุ่มแรกคือโรงพยาบาลขนาดกลางและคลินิกเครือข่าย(200–1,500 endpoint) ที่ต้องการการป้องกันที่ผ่านมาตรฐาน HIPAA และ PDPA พร้อมราคาที่อยู่ในงบประมาณที่ HIS vendor กำหนดไว้ Seqrite ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีกว่า ค่ายตะวันตกที่ราคาสูงกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อรวม encryption add-on สำหรับเครื่องที่เก็บเวชระเบียน

กลุ่มที่สองคือธุรกิจค้าปลีก SMB ที่มีหลายสาขา เช่น เครือข่ายร้านอาหาร ร้านขายยา หรือโชว์รูม จุดที่ Seqrite Cloud Console เด่นชัดคือการจัดการรวมศูนย์ของ สาขาที่อยู่ห่างไกล โดยที่ผู้ดูแลระบบหลักไม่ต้องเดินทาง การรวม UTM ของ Seqrite เข้ามาด้วยทำให้ทั้ง endpoint และ network protection อยู่ใน vendor เดียว

กลุ่มที่สามคือสถาบันการศึกษา โรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่มี computer lab จำนวนมากต่างยืนยันว่าราคาต่อ license ของ Seqrite ทำให้พวกเขา สามารถปกป้องเครื่องในห้อง lab ได้ครบ 100% ในงบเดียวกับที่เคยปกป้องได้แค่ 60% เมื่อใช้ค่ายอื่น

ในทางกลับกัน องค์กรที่ผู้เขียนจะ ไม่ แนะนำให้เลือก Seqrite เป็นอันดับแรกคือ สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่มี SOC ภายใน ทีม threat hunter เต็มเวลา และ workflow อัตโนมัติผ่าน SOAR — กลุ่มนี้ควรพิจารณา CrowdStrike, SentinelOne หรือ Microsoft Defender for Endpoint ที่มีระบบนิเวศและความสามารถระดับ enterprise-grade เต็มรูปแบบ

เปรียบเทียบกับคู่แข่งหลัก (สั้น)

ในระดับ feature parity Seqrite EPS Total เทียบเคียงโดยตรงกับ Kaspersky Endpoint Security for Business Advanced และ Bitdefender GravityZone Business Security Premium ทั้งสามตัวมี anti-ransomware, web filtering, device control, application control และ vulnerability scanning ครบ ความแตกต่างหลักคือ Kaspersky มี behavioral engine ที่แม่นยำกว่าเล็กน้อย Bitdefender เด่นเรื่อง footprint ที่เบาที่สุดในกลุ่ม ส่วน Seqrite เด่นเรื่องราคาและความใกล้ชิดกับภูมิภาคเอเชีย

เมื่อเทียบกับ ESET Endpoint Protection ผู้เขียนยอมรับว่า ESET ยังคงเหนือกว่า ในแง่ low system impact และความเสถียรของ engine แต่ ESET ขาดผลิตภัณฑ์ XDR ที่ครบครันเหมือน Seqrite XDR ทำให้องค์กรที่ต้องการอัปเกรดสู่ detection-and-response อาจมองหา Seqrite เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า

สำหรับการเปรียบเทียบเชิงลึกระหว่าง Seqrite และ Kaspersky ซึ่งเป็นคำถามที่เราได้รับมากที่สุด เราเขียนบทความแยกไว้ที่ Seqrite vs Kaspersky: เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดสำหรับองค์กรไทยปี 2026 ซึ่งครอบคลุมทั้งราคาในไทย ผลทดสอบ การสนับสนุนในประเทศ และคำตัดสินสำหรับสามกลุ่มผู้ใช้หลัก

สรุป: ใครควรใช้ Seqrite

หลังจากใช้เวลาทดสอบ Seqrite ในห้อง lab ของกองบรรณาธิการเป็นเวลาหกสัปดาห์ และพูดคุยกับองค์กรไทยที่ใช้งานจริง ผู้เขียนสรุปสั้น ๆ ได้ว่า Seqrite คือทางเลือกที่จริงจัง ในตลาด endpoint security สำหรับองค์กรไทย ที่ต้องการความสมดุลระหว่างราคา ความสามารถ และการสนับสนุนในภูมิภาค

ถ้าองค์กรของคุณมี endpoint ระหว่าง 100–5,000 เครื่อง ไม่มี SOC ภายในขนาดใหญ่ ต้องการ vendor ที่พูดภาษาไทยได้และเข้าใจ workflow ขององค์กรไทย และจัดสรรงบประมาณ cybersecurity ในระดับ tight แต่ไม่อยากประนีประนอมเรื่องการป้องกัน Seqrite ควรอยู่ใน shortlist ของคุณอย่างแน่นอน

ในทางกลับกัน ถ้าองค์กรของคุณคือธนาคารขนาดใหญ่ บริษัทมหาชนที่มี SOC ระดับชาติ หรือหน่วยงานที่ต้องการ threat hunting และ custom detection rule ในระดับสูง คุณควรพิจารณา CrowdStrike, SentinelOne หรือ Microsoft Defender for Endpoint เป็นอันดับแรก และอาจใช้ Seqrite เป็น layer สำรองหรือสำหรับสาขาขนาดเล็ก

Seqrite ไม่ได้เป็นแบรนด์ที่ดีที่สุดในทุกมิติ — ไม่มีแบรนด์ใดในตลาดนี้เป็นเช่นนั้น — แต่มันคือผลิตภัณฑ์ที่มีจุดยืนชัดเจน มีคุณภาพระดับ tier 1 ในแกนหลักที่สำคัญที่สุด และมีต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของที่ต่ำกว่าคู่แข่งระดับเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้บริหารไอทีไทยที่ต้องการตัดสินใจอย่างมีข้อมูล นี่คือแบรนด์ที่ควรพิจารณา ก่อนปิด shortlist ทุกครั้ง