PILLAR · ตอนพิเศษ
Seqrite คืออะไร: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับผู้บริหารไอทีไทย
ทำไม Seqrite จากอินเดียถึงกลายเป็นทางเลือก endpoint security ที่องค์กรไทยใช้แทน Symantec, Kaspersky และ Trend Micro — และเหตุผลที่ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราเลือกจำหน่ายและให้บริการแบรนด์นี้ในประเทศไทย
เมื่อสามปีก่อน หากผู้บริหารไอทีในกรุงเทพฯ พิมพ์คำว่า “Seqrite” ลงในกล่องค้นหา สิ่งที่ปรากฏมักเป็นเพียง หน้าโบรชัวร์ของตัวแทนจำหน่ายและเว็บไซต์รีวิวต่างประเทศที่ภาษาไม่คุ้นเคย แต่วันนี้ภาพเปลี่ยนไปมาก — Seqrite กลายเป็นชื่อที่ปรากฏในรายชื่อผู้เข้าร่วม bidding ของหน่วยงานราชการไทย เป็นทางเลือกที่ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย หยิบขึ้นมาเทียบเคียงกับ Kaspersky, Trend Micro และ ESET อยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าแบรนด์นี้มาจากไหน เป็นของใคร และน่าเชื่อถือพอที่จะปกป้อง เครือข่ายภายในองค์กรหรือไม่
บทความนี้เขียนโดยทีม Seqrite Security Hub ในฐานะผู้จำหน่ายและให้บริการ Seqrite ในไทย เพื่อตอบคำถามทั้งหมดที่ผู้บริหารไอที ผู้จัดการความเสี่ยง และผู้รับผิดชอบจัดซื้อในไทยควรรู้ก่อนตัดสินใจ — ตั้งแต่ภูมิหลังของ Seqrite ความสัมพันธ์กับ Quick Heal Technologies จากอินเดีย รายการผลิตภัณฑ์ครบทุกตัว จุดเด่นที่ทำให้แบรนด์นี้โดดเด่น ไปจนถึงคำแนะนำว่าทำไม Seqrite จึงเป็นคำตอบที่ เหมาะกับองค์กรไทยจำนวนมาก ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราอ้างอิงจากประสบการณ์การติดตั้งจริง ในองค์กรไทย ประกอบกับผลทดสอบของ AV-TEST, AV-Comparatives รวมถึงรายงาน Gartner Peer Insights ฉบับล่าสุด
Seqrite คือใคร? ทำความรู้จักก่อนตัดสินใจ
Seqrite คือแบรนด์ของผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับองค์กร (enterprise cybersecurity) ที่พัฒนาโดย Quick Heal Technologies Limited บริษัทสัญชาติอินเดีย ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Bombay Stock Exchange ตั้งแต่ปี 2016 ใช้เวลากว่า สามทศวรรษในการสร้างความเชี่ยวชาญด้าน antivirus ก่อนแยก Seqrite ออกมาเป็นแบรนด์ ภายใต้บริษัทเดียวกันในปี 2015 เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรโดยเฉพาะ ในขณะที่แบรนด์ Quick Heal ยังคงเน้นตลาดผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็ก
ในทางเทคนิค Seqrite ถูกออกแบบให้เป็นชุดผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร ไม่ใช่แค่ antivirus อีกต่อไป — มีตั้งแต่ Endpoint Protection Platform (EPP), Endpoint Detection and Response (EDR), Mobile Device Management (MDM), Data Loss Prevention (DLP), Unified Threat Management (UTM) ไปจนถึง Encryption และ Patch Management ทั้งหมดนี้เชื่อมต่อกันผ่านคอนโซลกลางที่ชื่อว่า Seqrite Endpoint Security Cloud ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถเห็นภาพรวมของ endpoint ทุกเครื่องในองค์กรได้จากหน้าจอเดียว ซึ่งเป็นโครงสร้างที่คุ้นตาผู้ใช้ Sophos Central หรือ Bitdefender GravityZone
สิ่งที่ทำให้ Seqrite น่าสนใจสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ — และโดยเฉพาะ ประเทศไทย — คือการที่ห้องวิจัย Quick Heal Security Labs ตั้งอยู่ในเมือง Pune ของอินเดีย ใกล้เคียงกับเขตเวลาของเรา การได้สัญญาณภัยคุกคามและออก signature update จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับเวลาทำงานของผู้ดูแลระบบไทย ไม่ใช่ สถานการณ์ที่ต้องรอให้ห้อง lab ในยุโรปตะวันออกหรืออเมริกาเหนือเปิดทำการตอนเช้า ของอีกซีกโลก
ในเหตุการณ์ระบาดของ ransomware สายพันธุ์ใหม่ที่กระจายทั่วเอเชียใต้ เมื่อปลายปี 2024 ทีม Quick Heal Security Labs สามารถปล่อย signature ได้ภายในเวลา เพียงสี่ชั่วโมง ในขณะที่ผู้ผลิตค่ายตะวันตกบางรายใช้เวลานานถึงสามวัน ความเร็ว ในระดับนี้คือเหตุผลที่ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราเชื่อมั่นใน Seqrite อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าค่าเฉลี่ยการเข้ารหัสของ ransomware ในปี 2025 อยู่ที่ 43 นาทีหลังจากการเจาะระบบสำเร็จ — ทุกชั่วโมงที่ตอบสนองได้เร็วกว่าคือ ความเสี่ยงที่ลดลงจริงสำหรับองค์กรของคุณ
ใครคือเจ้าของ Seqrite? ทำความรู้จัก Quick Heal
Quick Heal Technologies Ltd. ก่อตั้งในปี 1995 ที่เมือง Pune โดยพี่น้อง Kailash และ Sanjay Katkar ในขณะนั้นบริษัทเริ่มต้นจากการเป็นร้านซ่อมคอมพิวเตอร์เล็ก ๆ ที่ลูกค้านำเครื่องมาขอให้ลบไวรัส ก่อนที่ Sanjay ผู้เป็นวิศวกรจะตัดสินใจเขียนเครื่องมือ ลบไวรัสของตนเอง และในที่สุดก็พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ antivirus เชิงพาณิชย์ภายใต้ชื่อ Quick Heal ในปี 1997
สามทศวรรษต่อมา บริษัทเดียวกันนี้กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิต cybersecurity รายใหญ่ของ อินเดีย มีฐานลูกค้าในหลายประเทศ และเป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียน โครงสร้างผู้ถือหุ้น ที่กระจายและการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Securities and Exchange Board of India (SEBI) ทำให้ Quick Heal มีระดับความโปร่งใสที่สูงกว่าผู้ผลิต antivirus เอกชนหลายราย
ประเด็นที่ผู้บริหารไอทีไทยมักถามเป็นอันดับแรกคือเรื่อง ภูมิรัฐศาสตร์ — เนื่องจากกรณี Kaspersky ทำให้หลายคนระแวดระวังต่อแบรนด์ความปลอดภัยจากประเทศที่ไม่ใช่ พันธมิตรของสหรัฐ คำตอบในกรณีของอินเดียค่อนข้างชัดเจน อินเดียเป็นสมาชิก Quad ร่วมกับ สหรัฐ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย และเป็นคู่ค้าด้านเทคโนโลยีระดับยุทธศาสตร์ของไทยมาตลอด ไม่มีคำสั่งห้ามหรือข้อจำกัดการใช้ผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยจากอินเดียในหน่วยงานรัฐของ ประเทศใดในกลุ่มอาเซียนหรือกลุ่ม OECD ซึ่งทำให้ Seqrite เข้าสู่กระบวนการจัดซื้อภาครัฐได้ โดยไม่มีอุปสรรคเชิงนโยบาย
ที่น่าสนใจอีกประการคือ Quick Heal เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของหน่วยงาน Indian Computer Emergency Response Team (CERT-In) และเป็นผู้ให้บริการเชิงเทคนิคแก่ Cyber Swachhta Kendra ซึ่งเป็นโครงการทำความสะอาดเครื่อง bot ของรัฐบาลอินเดีย ความใกล้ชิดในระดับนี้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์ของชาติแปลว่า Quick Heal มีโอกาสเห็นข้อมูลภัยคุกคามขนาดใหญ่ที่ผู้ผลิตเอกชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้
ผลิตภัณฑ์ของ Seqrite ทั้งหมด
พอร์ตของ Seqrite แบ่งออกเป็นห้ากลุ่มหลัก โดยแต่ละกลุ่มมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ตารางต่อไปนี้สรุปภาพรวมตามที่ปรากฏในเอกสาร product datasheet ฉบับล่าสุดที่บริษัท เผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการ
| กลุ่มผลิตภัณฑ์ | ชื่อโซลูชัน | เหมาะกับ | รูปแบบ deployment |
|---|---|---|---|
| Endpoint Protection | Seqrite Endpoint Security (EPS) | SMB ถึง Enterprise | On-prem / Cloud |
| EDR / XDR | Seqrite XDR | องค์กรขนาดกลาง–ใหญ่ | Cloud-native |
| Network Security | Seqrite UTM (Terminator) | สาขาและสำนักงานขนาดกลาง | Hardware appliance |
| Data Protection | Seqrite Encryption Manager + DLP | การเงิน, สาธารณสุข, ราชการ | Add-on EPS |
| Mobile Security | Seqrite Workspace (MDM/UEM) | องค์กรที่ใช้ BYOD | Cloud |
| Cloud Security | Seqrite ZTNA (Zero Trust Network Access) | องค์กรที่มี remote workforce | Cloud-native |
ในบรรดาทั้งหมด ผลิตภัณฑ์ที่องค์กรไทยเลือกใช้มากที่สุดคือ Seqrite Endpoint Security ซึ่งทีม Seqrite Security Hub มักเสนอเป็นแพ็กเกจ EPS Total ที่รวม antivirus, anti-ransomware, web filtering, device control, application control และ asset management เข้าด้วยกัน รุ่น Total นี้ให้ความสามารถเทียบเคียงโดยตรงกับ Kaspersky Endpoint Security for Business Advanced หรือ Bitdefender GravityZone Business Security Premium ในราคาที่คุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน
Seqrite XDR ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวในปี 2024 คือก้าวสำคัญของแบรนด์ บริษัทรวบรวม telemetry จาก endpoint, network, email และ cloud workload เข้าสู่แพลตฟอร์มเดียว และนำเสนอ การวิเคราะห์อัตโนมัติด้วย AI ที่ตั้งชื่อว่า Seqrite GoDeep AI ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราแนะนำให้ทำ tuning ค่า detection ในช่วง onboarding เพื่อให้ระบบ AI ทำงานได้แม่นยำที่สุดกับสภาพแวดล้อมขององค์กรแต่ละแห่ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เราดูแลให้ลูกค้าทุกรายในฐานะผู้ให้บริการ Seqrite ในไทย
จุดเด่น 5 ข้อของ Seqrite
1. ราคาที่เป็นมิตรกับงบประมาณองค์กรไทย
จุดเด่นที่ลูกค้าของเราสัมผัสได้ชัดที่สุดคือ ต้นทุนรวม (TCO) ที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับค่ายตะวันตกระดับ tier 1 โดยไม่ลดทอนความสามารถในการป้องกันแกนหลัก ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างต้นทุนการพัฒนาในอินเดียที่ต่ำกว่า ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อ ที่เคยปฏิเสธ XDR เพราะงบไม่พอ ควรพิจารณา Seqrite ใหม่อีกครั้งติดต่อทีมเราเพื่อขอใบเสนอราคาตามขนาดองค์กรของคุณ
2. การสนับสนุนภาษาไทยและที่ปรึกษาในประเทศ
ในฐานะผู้จำหน่ายและให้บริการ Seqrite ในไทย ทีม Seqrite Security Hub มีทั้งทีม presale และทีม technical support ที่พูดภาษาไทย รวมถึงคู่มือผู้ใช้และ admin guide ที่มีฉบับแปลไทย — ซึ่งแม้จะเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่สำคัญมากในการ onboarding ทีมไอทีของโรงพยาบาลขนาดกลางในต่างจังหวัด หรือสถาบันการเงินที่ไม่อยากพึ่งพา console ภาษาอังกฤษอย่างเดียว นี่คือความได้เปรียบ ที่ทำให้ Seqrite ใช้งานได้จริงในองค์กรไทยตั้งแต่วันแรก
3. คอนโซลที่เรียบง่ายผิดคาด
เมื่อเปรียบเทียบกับ Symantec Endpoint Protection Manager หรือ Trellix ePO ที่มีหน้าจอซับซ้อนหลายร้อยฟิลด์ Seqrite Cloud Console ถูกออกแบบมาให้ ผู้ดูแลระบบที่ไม่ได้มีพื้นฐาน security เฉพาะทางสามารถใช้งานได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ไอเทมที่ใช้บ่อยอย่างการสร้าง policy, การ rollout client หรือการ quarantine ทำได้ภายในสามคลิก ซึ่งเป็นข้อดีในองค์กรที่ทีมไอทีต้องดูแลทั้งระบบและก็ความปลอดภัย ไปพร้อมกัน
4. ผลทดสอบจากแล็บอิสระที่สม่ำเสมอ
Quick Heal/Seqrite เข้าร่วมการทดสอบกับแล็บอิสระอย่าง AV-TEST และ AV-Comparatives อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการยืนยันคุณภาพของ engine ตรวจจับที่ใช้ทั้ง signature, heuristics และ machine learning ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรายินดีนำผลทดสอบรอบล่าสุด พร้อมลิงก์แหล่งอ้างอิงไปประกอบการพิจารณาให้กับลูกค้าโดยตรง
5. ความเร็วของ signature update สำหรับภูมิภาคเอเชีย
ดังที่กล่าวไปในตอนต้น Quick Heal Security Labs ที่ Pune มีโครงข่าย honeypot และ telemetry ที่ครอบคลุมเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดีกว่าผู้ผลิต ในซีกโลกตะวันตก ผลคือ เวลาตอบสนองต่อภัยคุกคามที่ระบาดในภูมิภาคมักเร็วกว่าค่าเฉลี่ย เป็นเหตุผลที่หน่วยงานราชการบางแห่งในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ เลือก Seqrite เป็น secondary engine ในระบบป้องกันแบบ multi-layered
โบนัส: การกู้คืน ransomware ที่ทำได้จริง
จุดที่ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราให้น้ำหนักเป็นพิเศษคือ Anti-Ransomware Rollback ของ Seqrite ที่นอกจากจะบล็อกพฤติกรรมการเข้ารหัสไฟล์แล้ว ยังกู้คืนไฟล์ที่ถูกกระทบ ในช่วงก่อนการตรวจจับกลับมาได้ คุณสมบัตินี้ Sophos Intercept X และ Bitdefender ก็มีเช่นกัน แต่การที่ Seqrite ให้ความสามารถระดับเดียวกันในต้นทุนที่คุ้มค่ากว่า คือเหตุผลที่เราแนะนำเป็นพิเศษ สำหรับองค์กรที่กังวลเรื่อง ransomware เป็นอันดับหนึ่ง ทีมเรายินดีจัด proof-of-concept ในสภาพแวดล้อมของคุณเพื่อให้เห็นผลจริงก่อนตัดสินใจ
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้
ในฐานะผู้จำหน่ายและให้บริการ Seqrite ในไทย ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราเชื่อว่าการให้ข้อมูล ที่ตรงไปตรงมาคือพื้นฐานของความไว้วางใจ เราจึงระบุจุดที่ควรพิจารณาไว้ด้วย เพื่อให้ ผู้บริหารไอทีวางแผนการใช้งานได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น
ประการแรกคือ ระบบนิเวศของ third-party integration ยังเล็กในขณะที่ CrowdStrike, SentinelOne หรือ Microsoft Defender for Endpoint มี marketplace ที่เชื่อมต่อกับ SIEM, SOAR และ ticketing tools นับร้อยรายการ Seqrite ยังคงพึ่งพา API พื้นฐานและการเชื่อมต่อกับ Splunk, IBM QRadar และ ManageEngine ในระดับที่ต้อง custom พอสมควร องค์กรที่มี SOC ขนาดใหญ่และ workflow อัตโนมัติแล้วอาจรู้สึกว่า Seqrite ขาดความยืดหยุ่น
ประการที่สองคือ ฟีเจอร์ระดับ XDR ยังเป็นรุ่นบุกเบิกSeqrite XDR เหมาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่กำลังย้ายจาก antivirus แบบดั้งเดิมไปสู่ detection-and-response สำหรับองค์กรที่ต้องการ threat hunting ขั้นสูงหรือการสร้าง custom detection rule เฉพาะทาง ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมช่วยประเมินและออกแบบ สถาปัตยกรรมให้เหมาะกับความต้องการในระดับนั้น
ประการที่สามคือ การรายงานและ dashboard ยังขาดความสวยงามเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง การออกรายงานในรูป PDF ของ Seqrite ยังดูเหมือนงาน สมัยปี 2018 ผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการ executive dashboard ที่แชร์ขึ้นจอใหญ่ ในห้องประชุมได้สวยงาม อาจต้องใช้ Power BI หรือ Tableau มาเสริม
ประการสุดท้าย ในตลาดไทยตัวแทนจำหน่ายยังไม่กระจายตัวทุกพื้นที่องค์กรในต่างจังหวัดอาจต้องพึ่งพาตัวแทนในกรุงเทพฯ ซึ่งหมายถึงระยะเวลา onsite support อาจช้ากว่า — ปัญหาที่ Trend Micro หรือ Kaspersky มีตัวแทนภูมิภาคจัดการได้ดีกว่า
เหมาะกับองค์กรประเภทไหน?
จากประสบการณ์ของทีม Seqrite Security Hub ในการดูแลองค์กรไทยหลากหลายขนาด เราพบว่า Seqrite เป็นทางเลือกที่ลงตัวมากเป็นพิเศษกับสามกลุ่ม
กลุ่มแรกคือโรงพยาบาลขนาดกลางและคลินิกเครือข่าย(200–1,500 endpoint) ที่ต้องการการป้องกันที่ผ่านมาตรฐาน HIPAA และ PDPA พร้อมราคาที่อยู่ในงบประมาณที่ HIS vendor กำหนดไว้ Seqrite ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีกว่า ค่ายตะวันตกที่ราคาสูงกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อรวม encryption add-on สำหรับเครื่องที่เก็บเวชระเบียน
กลุ่มที่สองคือธุรกิจค้าปลีก SMB ที่มีหลายสาขา เช่น เครือข่ายร้านอาหาร ร้านขายยา หรือโชว์รูม จุดที่ Seqrite Cloud Console เด่นชัดคือการจัดการรวมศูนย์ของ สาขาที่อยู่ห่างไกล โดยที่ผู้ดูแลระบบหลักไม่ต้องเดินทาง การรวม UTM ของ Seqrite เข้ามาด้วยทำให้ทั้ง endpoint และ network protection อยู่ใน vendor เดียว
กลุ่มที่สามคือสถาบันการศึกษา โรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่มี computer lab จำนวนมาก ซึ่งราคาต่อ license ที่คุ้มค่าของ Seqrite ช่วยให้ครอบคลุมเครื่องในห้อง lab ได้ทั่วถึงมากขึ้นในงบประมาณที่จำกัด
สำหรับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่มี SOC ภายใน ทีม threat hunter เต็มเวลา และ workflow อัตโนมัติผ่าน SOAR ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ multi-layered ที่นำ Seqrite มาเสริมจุดแข็งด้านราคาและความเร็วในการตอบสนองภัยคุกคามในภูมิภาค ได้อย่างคุ้มค่า
เปรียบเทียบกับคู่แข่งหลัก (สั้น)
ในระดับ feature parity Seqrite EPS Total เทียบเคียงโดยตรงกับ Kaspersky Endpoint Security for Business Advanced และ Bitdefender GravityZone Business Security Premium ทั้งสามตัวมี anti-ransomware, web filtering, device control, application control และ vulnerability scanning ครบ ความแตกต่างหลักคือ Kaspersky มี behavioral engine ที่แม่นยำกว่าเล็กน้อย Bitdefender เด่นเรื่อง footprint ที่เบาที่สุดในกลุ่ม ส่วน Seqrite เด่นเรื่องราคาและความใกล้ชิดกับภูมิภาคเอเชีย
เมื่อเทียบกับ ESET Endpoint Protection ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามองว่า ESET เด่น ในแง่ low system impact แต่ ESET ขาดผลิตภัณฑ์ XDR ที่ครบครันเหมือน Seqrite XDR ทำให้องค์กรที่ต้องการอัปเกรดสู่ detection-and-response ได้ Seqrite เป็นทางเลือกที่ครบและคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน
สำหรับการเปรียบเทียบเชิงลึกระหว่าง Seqrite และ Kaspersky ซึ่งเป็นคำถามที่เราได้รับมากที่สุด เราเขียนบทความแยกไว้ที่ Seqrite vs Kaspersky: เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดสำหรับองค์กรไทยปี 2026 ซึ่งครอบคลุมทั้งราคาในไทย ผลทดสอบ การสนับสนุนในประเทศ และคำตัดสินสำหรับสามกลุ่มผู้ใช้หลัก
สรุป: ใครควรใช้ Seqrite
จากประสบการณ์การทดสอบในห้อง lab ของทีม Seqrite Security Hub และการดูแลองค์กรไทยที่ใช้งานจริง ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราสรุปได้อย่างมั่นใจว่า Seqrite คือ คำตอบสำหรับองค์กรไทย ในตลาด endpoint security ที่ต้องการความสมดุลระหว่างราคา ความสามารถระดับ tier 1 และการสนับสนุนในภูมิภาค
ถ้าองค์กรของคุณมี endpoint ระหว่าง 100–5,000 เครื่อง ไม่มี SOC ภายในขนาดใหญ่ ต้องการ vendor ที่พูดภาษาไทยได้และเข้าใจ workflow ขององค์กรไทย และจัดสรรงบประมาณ cybersecurity ในระดับ tight แต่ไม่อยากประนีประนอมเรื่องการป้องกัน Seqrite ควรอยู่ใน shortlist ของคุณอย่างแน่นอน
แม้แต่องค์กรขนาดใหญ่ที่มี SOC ระดับชาติและทีม threat hunting เต็มเวลา ก็ยังนำ Seqrite มาใช้เป็น layer เสริมที่คุ้มค่าในระบบป้องกันแบบ multi-layered หรือสำหรับ สาขาและหน่วยงานย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมช่วยออกแบบ ให้เหมาะกับสถาปัตยกรรมที่มีอยู่
Seqrite คือผลิตภัณฑ์ที่มีจุดยืนชัดเจน มีคุณภาพระดับ tier 1 ในแกนหลักที่สำคัญที่สุด และมีต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของที่ต่ำกว่าคู่แข่งระดับเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้บริหารไอทีไทยที่ต้องการตัดสินใจอย่างมีข้อมูล ในฐานะผู้จำหน่ายและให้บริการ Seqrite ในไทย เราเชื่อมั่นว่านี่คือแบรนด์ที่ควรอยู่อันดับต้นของ shortlist ทุกครั้ง
พร้อมเริ่มกับ Seqrite แล้วหรือยัง
ทีม Seqrite Security Hub พร้อมช่วยประเมินความต้องการ ออกแบบโซลูชัน และดูแลการติดตั้งให้องค์กรของคุณตั้งแต่วันแรก