Seqrite SecurityThailandขอใบเสนอราคา

การเข้าถึงและอุปกรณ์พกพา

Seqrite Zero Trust Network Access (ZTNA)

ให้สิทธิ์เข้าถึงเป็นราย application ไม่ใช่เปิดทั้งเครือข่าย

ขอใบเสนอราคา
คอนโซล Seqrite ZTNA แสดงแผนผังการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ อุปกรณ์ และ application ที่ได้รับสิทธิ์
ZTNA — ภาพจากผู้ผลิต Seqrite / Quick Heal

ภาพรวม

ZTNA คืออะไร

VPN ถูกออกแบบมาในยุคที่ "ข้างในออฟฟิศ" กับ "ข้างนอกออฟฟิศ" ยังแยกกันชัด พอผู้ใช้ล็อกอิน VPN สำเร็จ เขาก็ถูกนับว่าอยู่ข้างในและมักเข้าถึงเครือข่ายได้เป็นวงกว้าง ปัญหาคือทุกวันนี้บัญชีผู้ใช้ถูกยึดได้ง่ายกว่าเดิมมาก ทั้งจากฟิชชิงและรหัสผ่านที่รั่วมาจากที่อื่น เมื่อบัญชีเดียวถูกยึด ผู้โจมตีก็ได้ประตูที่เปิดกว้างเท่ากับพนักงานคนนั้น

Seqrite ZTNA เปลี่ยนคำถามจาก "คนนี้ล็อกอินผ่านไหม" เป็น "คำขอนี้ควรผ่านไหม" ทุกครั้งที่มีการเข้าถึง ระบบจะตรวจทั้งตัวผู้ใช้ สถานะความปลอดภัยของเครื่องที่ใช้ และ application ที่กำลังขอเข้า แล้วให้สิทธิ์เฉพาะ application นั้น ไม่ใช่เปิดทั้งเครือข่าย ผลคือถ้าบัญชีใดบัญชีหนึ่งถูกยึด ขอบเขตความเสียหายจะจำกัดอยู่แค่สิ่งที่บัญชีนั้นเข้าถึงได้จริง

ในทางปฏิบัติ องค์กรไทยจำนวนมากใช้ ZTNA เป็นทางออกของโจทย์ที่ VPN ทำได้ไม่ดี — ให้พาร์ทเนอร์หรือผู้รับเหมาภายนอกเข้าถึงเฉพาะระบบที่ต้องใช้ ให้พนักงานเข้าระบบภายในจากเครื่องที่บ้านโดยไม่ต้องเชื่อมเข้าเครือข่ายทั้งวง และตอบผู้ตรวจสอบได้ว่าใครเข้าถึงอะไรเมื่อไร เพราะระบบเก็บ audit trail ไว้ทุกครั้ง

สัญญาณ

องค์กรแบบไหนที่ควรพิจารณา

  • ใช้ VPN อยู่ และเมื่อผู้ใช้เชื่อมต่อได้แล้วก็เข้าถึงระบบภายในได้เกือบทั้งหมด
  • ต้องเปิดให้พาร์ทเนอร์ ผู้รับเหมา หรือผู้ขายภายนอกเข้าถึงบางระบบ แต่ไม่อยากให้เห็นทั้งเครือข่าย
  • มีพนักงานทำงานจากบ้านหรือจากเครื่องที่องค์กรไม่ได้ควบคุม
  • ตอบผู้ตรวจสอบไม่ได้ว่าใครเข้าถึงระบบใดเมื่อไร เพราะ log กระจายอยู่หลายที่
  • VPN concentrator เริ่มเป็นคอขวดหรือเป็นจุดที่ถูกสแกนหาช่องโหว่อยู่บ่อย ๆ

ความสามารถ 01

การเชื่อมต่อและการพิสูจน์ตัวตน

ชั้นแรกคือทำให้ผู้ใช้เข้าถึงสิ่งที่ต้องใช้ได้จริงโดยไม่ต้องเปิดเครือข่าย ครอบคลุมทั้งแอปที่เป็นเว็บและแอปเก่าที่ไม่ใช่เว็บ

รองรับทั้งแบบมีและไม่มี agent
เชื่อมต่อได้ทั้งผ่าน agent บนเครื่อง และแบบไม่ต้องติดตั้งอะไรเลย เลือกใช้ตามกลุ่มผู้ใช้
ครอบคลุมโปรโตคอลที่ใช้จริง
รองรับ web application, RDP, SSH, VNC, thick client application และ VoIP ไม่ใช่เฉพาะแอปที่เป็นเว็บ
เชื่อมกับ identity provider เดิม
ใช้ระบบยืนยันตัวตนที่องค์กรมีอยู่แล้วได้ หรือจะบริหารผู้ใช้ภายในระบบเองก็ได้
OTP แบบไม่ต้องใช้รหัสผ่าน
รองรับการยืนยันตัวตนแบบ passwordless ด้วย OTP สำหรับผู้ใช้ที่ไม่ได้อยู่ใน identity provider

ความสามารถ 02

การตัดสินใจให้สิทธิ์

หัวใจของ zero trust คือการตัดสินใจใหม่ทุกครั้งที่มีคำขอ ไม่ใช่ตัดสินครั้งเดียวตอนล็อกอินแล้วเชื่อไปตลอด session

ตรวจสถานะเครื่องแบบเรียลไทม์
ประเมิน device posture ก่อนให้สิทธิ์ เช่น เครื่องมีการป้องกันเปิดอยู่หรือไม่ แพตช์ครบหรือยัง
ผูกผู้ใช้กับอุปกรณ์
จับคู่บัญชีผู้ใช้กับเครื่องที่ขึ้นทะเบียนไว้ ลดโอกาสที่บัญชีที่ถูกยึดจะใช้จากเครื่องแปลกหน้า
นโยบายแบบไดนามิก
กำหนดสิทธิ์ตามคุณสมบัติของผู้ใช้และของ application แทนการเปิดสิทธิ์แบบตายตัว
Audit trail ครบทุกกิจกรรม
เก็บบันทึกกิจกรรมของผู้ใช้อย่างละเอียด ใช้ตอบผู้ตรวจสอบและใช้สืบสวนย้อนหลังได้

ความสามารถ 03

การป้องกันที่ชั้นแอปพลิเคชัน

นอกจากคุมว่าใครเข้าถึงอะไร แพลตฟอร์มยังมีชั้นป้องกันสำหรับแอปที่เปิดให้เข้าถึงจากภายนอกด้วย

Web Application Firewall
กรองการโจมตีที่พุ่งเป้าไปที่ตัวเว็บแอปโดยตรง
Firewall ระดับ layer 7
ตัดสินใจจากเนื้อหาของทราฟฟิก ไม่ใช่แค่พอร์ตและ IP
การป้องกัน DDoS
ลดผลกระทบจากการยิงถล่มเพื่อให้บริการล่ม
เฝ้าระวังแบบเรียลไทม์
มองเห็นพฤติกรรมผู้ใช้ การเข้าถึง application และกิจกรรมบนเครือข่ายได้ทันที

สรุป

ความสามารถหลักโดยย่อ

  • เชื่อมต่อได้ทั้งแบบมี agent และไม่มี agent ครอบคลุม web app, RDP, SSH, VNC, thick client และ VoIP
  • ตรวจสอบสถานะความปลอดภัยของเครื่อง (device posture) แบบเรียลไทม์ และผูกผู้ใช้กับอุปกรณ์
  • นโยบายการเข้าถึงแบบไดนามิกตามคุณสมบัติของผู้ใช้และ application
  • มี Web Application Firewall, firewall ระดับ layer 7 และการป้องกัน DDoS ในตัว
  • เชื่อมต่อกับ identity provider เดิม หรือใช้ผู้ใช้ภายในพร้อม OTP แบบไม่ต้องใช้รหัสผ่าน
  • เก็บ audit trail กิจกรรมของผู้ใช้อย่างละเอียด

การเริ่มใช้งาน

เริ่มต้นอย่างไร

เริ่มจากกลุ่มผู้ใช้เดียวก่อน

ไม่ต้องเลิกใช้ VPN ทั้งองค์กรในวันเดียว แนวทางที่ใช้ได้จริงคือเริ่มจากกลุ่มที่เจ็บที่สุดก่อน เช่น ผู้รับเหมาภายนอก หรือทีมที่ต้องเข้าระบบสำคัญจากนอกออฟฟิศ แล้วค่อยขยายเมื่อ policy นิ่ง

ทำบัญชี application ก่อนวาง policy

งานที่กินเวลาที่สุดของโครงการ ZTNA ไม่ใช่การติดตั้ง แต่เป็นการตอบให้ได้ว่าองค์กรมี application อะไรบ้างและใครควรเข้าถึงตัวไหน ทีมเราช่วยทำ workshop ส่วนนี้ให้ก่อนเริ่ม

อยู่ร่วมกับ VPN เดิมได้ระหว่างเปลี่ยนผ่าน

ระหว่างที่ยังย้ายไม่ครบ ทั้งสองระบบทำงานคู่กันได้ องค์กรจึงคุมความเสี่ยงของการเปลี่ยนผ่านได้เอง ไม่ต้องตัดสวิตช์ทีเดียว

กลุ่มเป้าหมาย

เหมาะกับใคร

  • องค์กรที่มีพนักงานทำงานแบบไฮบริดหรือจากระยะไกล
  • องค์กรที่ต้องการเลิกพึ่ง VPN แบบเปิดทั้งวง
  • องค์กรที่ต้องพิสูจน์ได้ว่าใครเข้าถึงระบบใดเมื่อไร

คำถาม

คำถามที่พบบ่อย

ZTNA ต่างจาก VPN อย่างไร

VPN แบบเดิมเมื่อผู้ใช้เชื่อมต่อสำเร็จมักได้สิทธิ์เข้าถึงเครือข่ายเป็นวงกว้าง ส่วน ZTNA ตรวจสอบทุกคำขอและให้สิทธิ์เฉพาะ application ที่ระบุไว้เท่านั้น ทำให้ขอบเขตความเสียหายเมื่อบัญชีใดบัญชีหนึ่งถูกยึดแคบลงมาก

ต้องติดตั้ง agent บนทุกเครื่องไหม

ไม่จำเป็นทุกกรณี Seqrite ZTNA รองรับทั้งแบบมี agent และแบบไม่มี agent ทีมเราช่วยประเมินว่าแต่ละกลุ่มผู้ใช้ในองค์กรของคุณควรใช้รูปแบบใด

รายละเอียดความสามารถของผลิตภัณฑ์ในหน้านี้อ้างอิงจากหน้าผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิต seqrite.com (ตรวจสอบเมื่อ 1 กันยายน 2569) — เงื่อนไขที่ผูกพันจริงเป็นไปตามใบเสนอราคาและสัญญาของแต่ละองค์กร